วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กระแสธุรกิจรับผิดชอบสังคมมาแรง ทูตพาณิชย์ เตือนผลกระทบการค้า-การลงทุน

จัดทำบทความโดย

ชื่อ นางสาวภัทริดา ชัยอำนาจ เลขทะเบียน 4902100649

เรื่อง กระแสธุรกิจรับผิดชอบสังคมมาแรง ทูตพาณิชย์ เตือนผลกระทบการค้า-การลงทุน

กระแสธุรกิจรับผิดชอบสังคมมาแรง ทูตพาณิชย์ ชี้คนอเมริกันกำลังตื่นตัวสูง หวั่นถูกนำกระแส CSR เข้ามากีดกันทางการค้า ส่งผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อ ขณะที่ความตระหนักรับผิดต่อสังคม ถือเป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการ แต่อาจเสียโอกาสในการแข่งขันได้ เพราะปัจจุบัน บรรยากาศการค้าโลกให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการ ทั้งยังถือเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันที่เพิ่มขีดความสามารถเหนือคู่แข่งทางธุรกิจ

นางสมรรัตน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก กล่าวว่า ขณะนี้แนวคิดธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ซึ่งหมายถึงการมีนโยบายพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างประโยชน์ให้กับสังคมโดยที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนในประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นกระแสการดำเนินธุรกิจที่กำลังตื่นตัวเป็นอย่างมาก

"เกรงว่าแนวคิดดังกล่าว อาจถูกนำขึ้นมาใช้เป็นเงื่อนไขใหม่ใช้บังคับในการทำการค้ากับประเทศต่างๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งถือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีรูปแบบหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว องค์กรธุรกิจไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวความคิดดังกล่าว หาไม่แล้วก็อาจสูญเสียโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้"

แนวคิด CSR ของภาคเอกชนสหรัฐ เริ่มใช้ก่อนในกลุ่มบรรษัทข้ามชาติ MNCs ของสหรัฐ อาทิเช่น แม็คโดนัล สตาร์บัค ไนกี้ โคคาโคลา วอลมาร์ท เป็นต้น ซึ่งการที่ธุรกิจที่ยึดหลักดำเนินการCSR จะสรรหาสินค้าและบริการจากบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน ผู้นำเข้า/ผู้ซื้อจะนำประเด็นด้านต่างๆ เช่น การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม สุขภาพและความปลอดภัย การจ่ายค่าตอบแทนแรงงาน เวลาการทำงาน การใช้แรงงานผู้เยาว์ การเลือกที่รักมักที่ชัง ว่าเป็นไปตามกฎหมายของท้องถิ่น ถูกต้องตามหลักการ CSR หรือไม่ เข้ามาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจในการสั่งซื้อหรือประกอบธุรกิจร่วมกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไปยังประเทศคู่ค้า หรือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าให้สหรัฐได้

“แม้ว่าการทำ CSR เป็นเรื่องของความสมัครใจและความพร้อมของภาคธุรกิจ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และสามารถดำเนินธุรกิจกับกลุ่มผู้นำเข้าทั้งรายเก่าและเป็นลู่ทางเชื่อมโยงไปสู่คู่ค้ารายใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง CSR และต้องการทำการค้ากับผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน CSR เท่านั้น ปัจจุบัน บรรยากาศการค้าโลกให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการขององค์กรและถือเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันที่เพิ่มขีดความสามารถเหนือคู่แข่งทางธุรกิจ” นางสมรรัตน์ กล่าวสรุป

ที่มา: http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151775

คำถาม
1. CSR หมายถึงอะไร?
2. แนวคิด CSR ของภาคเอกชนสหรัฐ เริ่มใช้ก่อนในกลุ่มบรรษัทข้ามชาติ MNCs ของสหรัฐ ได้แก่อะไรบ้าง?
3. ปัจจุบัน บรรยากาศการค้าโลกให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อองค์กรอย่างไร?

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ตลท.คาดต่างชาติขายต่อเนื่องถึงสิ้นปี 52 เหตุกังวลมาบตาพุด-การเมือง

จัดทำบทความโดย นางสาว ชลธิชา นกสูงเนิน เลขทะเบียน 4902100630

ตลท.คาดต่างชาติขายต่อเนื่องถึงสิ้นปี 52 เหตุกังวลมาบตาพุด-การเมือง


นายวิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ สายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)คาดว่า นักลงทุนต่างชาติจะเทขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 52 เนื่องจากความกังวลในปัญหาการเมืองที่ยังมีประเด็นต้องติดตาม และผลกระทบจากปัญหามาบตาพุดที่มีไปจนกว่าจะเห็นข้อสรุปที่เป็นแบบรูปธรรม



ตลท.พบว่าในเดือน พ.ย.52 นักลงทุนต่างประเทศกลับมาเป็นผู้ขายสุทธิครั้งแรกในรอบ 9 เดือนด้วยมูลค่าขายสุทธิกว่า 13,239 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันในประเทศกลับมีบทบาทในตลาดหุ้นไทยแทนนักลงทุนต่างประเทศ โดยเป็นผู้ซื้อสุทธิ ขณะที่สัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของบัญชีบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเป็น 15.5% จาก 11.9% ในเดือนต.ค.

"ถ้าให้ผมมองการลงทุนของต่างชาติในช่วงนี้คงนิ่งและอาจเห็นการขายสุทธิไปถึงสิ้นปีเพราะเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องความวิตกกังวลเป็นระยะๆที่เกิดขึ้นทั้งปัญหาการเมืองและมาบตาพุด และอีกส่วนก็อาจจะมีนักลงทุนต่างชาติบางส่วนที่ไม่ลงทุนแล้วเพราะเป็นช่วงใกล้ปลายปี"นายวิรไท กล่าว

หากพิจารณาปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ขณะนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการหันไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ เช่น อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งได้เปรียบจากความต่อเนื่องนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งได้ประโยชน์จากกิจการพลังงานในประเทศ

นอกจากนี้ ในเดือน พ.ย.52 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับสูงขึ้นเพียงประมาณ 0.60% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาถึง 4.70% ไต้หวัน 3.30% และ สิงค์โปร์ 3.10% ขณะที่เปรียบเทียบในช่วงเดือน ม.ค-พ.ย.52 ยังพบว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาเพียง 53.1% ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ขึ้นมาถึง 78.2% ไต้หวัน 65.1% และฟิลิปปินส์ 62.6%

ตลท.สรุปภาพรวมการซื้อขายหลักกทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย.52 ค่อนข้างผันผวน ช่วงต้นเดือนได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค ทำให้ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นไปปิดสูงสุดของเดือนที่ 717.90 จุดในวันที่ 11 พ.ย.52 แต่ก็ปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ 3—4 เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลปัญหามาบตาพุดและสถานการณ์ทางการเมือง

ณ สิ้นเดือน พ.ย.52 ดัชนี SET ปิดที่ 689.07 จุด เพิ่มขึ้น 0.56 %จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีตลาด mai ปรับตัวสูงขึ้นมาปิดที่ระดับ 212.01 จุด เพิ่มขึ้น 0.99% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดโดยรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 5,547,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.67 %จากสิ้นเดือน ต.ค.52

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า สัดส่วนการซื้อขายในกลุ่มพลังงานและกลุ่มธุรกิจการเกษตรมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่การซื้อขายในกลุ่มธนาคารและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับลดลง โดยสัดส่วนการซื้อขายในกลุ่มพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 27%ในเดือนก่อนหน้า เป็น 34% ในเดือน พ.ย.เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจการเกษตรที่ปรับตัวจาก 4% ในเดือนก่อนหน้า มาเป็น 6% ขณะที่สัดส่วนการซื้อขายในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงเล็กน้อยมาที่ 22%และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดลงมากที่สุดจาก 12%มาเหลือเพียง 7%

สำหรับการมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในเดือน พ.ย.52 มีมูลค่ารวม 398,035 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 18,954 ล้านบาท ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 เดือน และลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 26,073 ล้านบาท แม้ว่าจำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่มูลค่าการซื้อขายต่อบัญชีปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า


ที่มา
http://www.ryt9.com/s/iq05/763348



คำถามท้ายเรื่อง
1) หากพิจารณาปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ขณะนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการหันไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนามีประเทศใดบ้าง

2) หลักกทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย.52เป็นเช่นไร

3)ขณะที่มูลค่าการซื้อขายแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า สัดส่วนการซื้อขายในกลุ่มใดเพิ่มขึ้นและกลุ่มใดที่ลดลง