จัดทำบทความโดย นางสาว ชลธิชา นกสูงเนิน เลขทะเบียน 4902100630
หมดหวังเห็นราคาน้ำมันลด หลังรัฐเตรียมเก็บเงินกองทุนเพิ่ม
กรุงเทพฯ 28 ม.ค.- นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กบง.วันนี้มีมติให้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยปรับส่วนต่างของไบโอดีเซล บี 2 และบี 5 ให้เพิ่มขึ้นเป็น 1.50-2 บาท จากปัจจุบันที่ลดเหลือเพียง 1.20 บาทต่อลิตร ปรับเพิ่มส่วนต่างแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 จาก 0.80 บาท เป็นประมาณ 1.00 บาทต่อลิตร และปรับเพิ่มส่วนต่างเบนซิน 91 และแก๊สโซฮอล์ 91 ให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากปัจจุบันต่างกันประมาณ 7 บาทต่อลิตร โดยแนวทางการปรับก็จะมีการเก็บเพิ่มเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบี 2, แก๊สโซฮอล์ 95 และเบนซิน 91 เพิ่มขึ้น แต่อยู่บนหลักเกณฑ์ไม่กระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกของประชาชน
"การเพิ่มส่วนต่างของน้ำมันจะเป็นการส่งเสริมพลังงานทดแทน เพราะต้องยอมรับว่าต้นทุนบี 100 เอทานอลปรับเพิ่มทำให้ค่าการตลาดของปั๊มลดต่ำจนไม่จูงใจในการจำหน่าย แต่ขอย้ำว่าจะเก็บเพิ่มกองทุนฯ ในช่วงราคาน้ำมันขาลง เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีกให้ปรับขึ้น" รมว.พลังงาน กล่าว
นพ.วรรณรัตน์ ยังกล่าวด้วยว่า การทยอยเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มขึ้นจะทำให้เงินกองทุนน้ำมันมีเงินทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้นจากอัตรา 300-400 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 700-800 ล้านบาทต่อเดือน เป็นการรองรับการส่งเสริมพลังงานทดแทนและภาระนำเข้าก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจีที่ เพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยเงินกองทุนฯ จะเพิ่มตามเป้าหมายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าจังหวะราคาน้ำมันตลาดโลกจะลดลง จนทยอยเก็บส่วนต่างได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมทั้งปริมาณการใช้น้ำมันแต่ละประเภทจะเป็นอย่างไรอีกด้วย โดยแม้ว่าเงินกองทุนจะเก็บได้เพิ่มขึ้น แต่หากผลกระทบนำเข้าแอลพีจีจากกรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติโรง 6 เปิดดำเนินการไม่ได้มีมากขึ้นเงินกองทุนฯ ระดับนี้ก็อาจไม่เพียงพอและอาจจำเป็นต้องทบทวนปรับราคาก่อนเดือนสิงหาคมก็ได้ ทั้งนี้ แล้วแต่สถานการณ์ เพราะกระทรวงฯ มีนโยบายชัดเจนไม่ต้องการให้กองทุนฯ เป็นหนี้อีก
สำหรับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน มีวงเงินประมาณเกือบ 20,000 ล้านบาท โดยเก็บจากเบนซิน 95 อัตรา 7.50 บาท
ลิตร เบนซิน 91 อัตรา 6.20 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 อัตรา 2.27 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อัตรา 1.67 บาท บี 2 อัตรา 0.53 บาท ส่วนที่เหลือเป็นการอุดหนุน อี 20 อัตรา 0.46 บาท อี 85 อัตรา 10.30 บาท และ บี 5 อัตรา 0.81 บาท
นายศิวนันท์ ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน กล่าวว่า ภาระของกองทุนฯ นอกจากจะเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าแอลพีจีที่ประมาณกว่า 100,000 ตันต่อเดือนที่ต้องใช้เงินกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว ยังมีภาระที่ต้องไปใช้สำหรับปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์แท็กซี่แอลพีจีเป็นเอ็นจีวี 30,000 คัน วงเงิน 1,200 ล้านบาท และเข้าไปรับภาระการตรึงราคาเอ็นจีวีจนถึงเดือนสิงหาคม ในอัตรากิโลกรัมละ 2 บาท หรือประมาณ 300 ล้านบาทต่อเดือนอีกด้วย. -สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2010-01-28 17:27:34
โดย : สำนักข่าวไทย
ที่มา : http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=303103&ch=ec1
คำถามท้ายเรื่อง
1) เพราะเหตุใด คณะกรรมการนโยบายพลังงาน จึงปรับเพิ่มส่วนต่างของราคาน้ำมัน
2) การทยอยเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มขึ้นจะทำให้เงินกองทุนน้ำมันมีเงินทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่
3) ประเทศไทยต้องนำเข้า LPG ประมาณกี่ตันต่อเดือนและเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
'ทองคำ' 2553 สดใสหรือไร้แสง

จัดทำบทความโดย นาย ศิวา วิศิษฏ์สรอรรถ
เลขทะเบียน 4902100627
'ทองคำ' 2553 สดใสหรือไร้แสง
ในรอบปี 2552 ที่ผ่านมา เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจทั่วโลก มีทั้งเศรษฐกิจถดถอย และฟื้นตัวเกิดขึ้นในปีเดียวกัน ความผันผวนดังกล่าวย่อมส่งผลต่อภาคธุรกิจและการลงทุนด้วย ทั้งในภาคสินทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ น้ำมัน หนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ก็คือ "ทองคำ" ซึ่งมูลค่าของทองคำในรอบปีที่ผ่านมา มีความผันผวนมาก ทั้งขึ้นและลง โดยเฉพาะช่วงไตรมาส3 มูลค่า ทองคำขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดทองคำเกิดความคึกคักขึ้นในประเทศไทย คนที่มีทองคำเก็บสะสมอยู่ต่างทะยอยนำออกมาขายเพื่อทำกำไร และรอว่าเมื่อใดที่ราคาอ่อนลงจึงจะซื้อเก็บไว้
เหมือนเดิม ส่วนนักลงทุนที่เก็งกำไรทองคำในปี 2552 ถือได้ว่าเป็นปีชิงไหวชิงพริบกันเลยทีเดียว
เหตุผลที่กล่าวมา ทำให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปมีความต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทองคำเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มมูลค่าทองคำในอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะในปี2553 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เพื่อใช้่เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจ
เพื่อเข้าสู่การลงทุนต่อไป
วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จึงหาคำตอบจากผู้คร่ำหวอดในวงการทองคำเพื่อให้เป็นแนวทางในการช่วยคิดสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภคทั้งหลาย..
เริ่มกันที่ นายพงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการ บล.เคจีไอ กล่าวว่าแนวโน้มทองคำในปี 2553 โดยรวมแล้ว ยังต้องดูค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯเป็นหลัก เนื่องจากเหตุผลหลักที่ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นมามากในปี2552 เพราะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีแรงซื้อทองคำเข้ามามาก
สำหรับภาพปีหน้าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว อาจจะเป็นไปในลักษณะแกว่งตัวด้านข้างหรือแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม โดยรวมมองว่า ปี2553ราคาทองคำอาจจะไม่ดีเท่าปี2552 และอาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในระยะสั้น ทั้งนี้ต้องรอดูนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ที่จะประกาศออกมาอีกครั้งว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใดซึ่งการขึ้นอัตราดอกเบ้ียของเฟดจะเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำ เพราะจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯปรับตัวแข็งค่าขึ้น และเมื่อทองคำโค้ชเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ จะมีโอกาสอ่อนตัวลงได้
"คิดว่าความผันผวนของทองคำจะลดลง คือปีที่ดีอย่างปีนี้อาจจะไม่ได้เห็นแล้ว เพราะว่าถ้าเล่นธีมเรื่องดอลลาร์อ่อนคงจะยากแล้ว เพราะปีหน้ามีแนวโน้มสูงว่าจะขึ้นดอกเบี้ย สำหรับธนาคารกลางสหรัฐ เพราะฉะนั้นจะทำให้ทองคำซึ่งเป็นเหมือนสินค้าทดแทนดอลลาร์ฯ ดีมานด์จะหายไป"
"แต่ปัจจัยที่จะให้จับตาดูที่จะเป็นปัจจัยใหม่สำหรับธีมทองคำในปีหน้าไม่ใช่ดอลลาร์แต่จะเป็นเรื่องเงินเฟ้อแทน ต้องบอกว่าธีมนี้จะยาวหน่อยและในช่วงต้นปียังไม่เห็น แต่โดยรวมอาจจะพอเป็นปัจจัยบวกต่อไปสำหรับทองคำได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงมากนัก คือเป็นเพียงแค่ฐานในปีก่อนเหมือนตำ่"
ส่วนการคาดการณ์ของหลายฝ่าย ที่มองกันว่าราคาทองคำในปี 2553 จะพุ่งทะลุบาทละ 20,000 บาทนั้น นายพงศ์ภัทร กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าค่อนข้างยาก แต่อย่างไรก็ตามต้องดูแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯประกอบด้วย เพราะหากขึ้นมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเร็วแรงกดดันราคาทองคำก็มีมาก แต่หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงมาตรการผ่อนคลายไปอย่างช้าที่สุดหรือยังไม่มีมาตรการเข้มงวดออกมาก็อาจจะยังเป็นบวกได้แต่ถือได้ว่าเป็นช่วงปลายๆ ของช่วงบวกแล้ว
ด้าน นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ปี2553 ราคาทองคำ
จะยังคงผันผวนในช่วงต้นๆ ปี โดยมีปัจจัยจากการเข้ามาเก็งกำไรของกลุ่มกองทุนอีกทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ฟื้นตัวดี ทำให้คนเข้ามาลงทุนในตลาดทองคำมาก
"ปี53ราคาทองคำแท่งยังไม่มีโอกาสทะลุ 2 หมื่น โดยเฉพาะในช่วงต้นปี สำหรับปลายปีต้องดูสถานการณ์อีกครั้งว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไรฟื้นตัวดีหรือไม่ หรือยังมีปัญหาต่อเนื่อง เพราะระยะยาวยังไม่ชัดเจน" นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าว สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2553 นั้น นายจิตติ แนะนำนักลงทุน ดูสถานการณ์ในเรื่องค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
ขณะที่ นายแพทย์ กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานบริษัทเอ็มทีเอส โกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด ให้ความเห็นว่า ภาวะทองคำในปี 2553 ยังน่าลงทุนอยู่ โดยราคาทองคำในช่วยปลายปี2552 มีการปรับตัวลดลงมา 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 1 เดือนที่สุดท้ายของปี ทำจุดต่ำสุดที่ 1,109 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนปรับตัวสูงขึ้นมายืนที่ระดับ 1,129 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น ภาพรวมทองคำจากต้นปีถึงปลายปี 52 ราคาทองคำขึ้นมาแล้ว 270 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 29% ดังนั้นจึงคาดว่าราคาทองคำจะไม่ตกต่ำกว่านี้มากนักน่าจะมีพื้นฐานที่ระดับ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี2553 โดยเท่ากับยกฐานสูงขึ้นประมาณ 260 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียยบกับปี 2552
"ราคาในปีหน้าน่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้อีกมาอยู่ที่ระดับ 1,300-1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงครึ่งปีแรก มีปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะกลับมาอ่อนอีกในช่วงต้นปี ในขณะนี้ที่ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นซึ่งเชื่อว่าเป็นการแข็งค่าชั่วคราว จากสาเหตุของประเทศต่างๆในยุโรปถูกดาวน์เทรนด์" สำหรับความผันผวนของทองในปี 2553 นั้น ประธานบริษัทเอ็มทีเอส โกลด์ฟิวเจอร์ส เชื่อว่ายังมีโอกาสที่เห็นการผันผวนอย่างในปี 2552 เช่นกัน หรืออาจจะผันผวนมากกว่า เนื่องจากการคาดการณ์ที่ว่าในปลาย 2553 เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเริ่มดีขึ้น พอเริ่มดีขึ้นจะทำให้ราคาทองคำจะมีความผันผวนตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อาจจะปรับตัวอ่อนลงหรือแข็งค่าขึ้น
"ปีหน้าทองแท่งน่าจะถึง 20,000 บาท ได้ในช่วงประมาณ เดือน 4-5 จากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่ดีขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่อยู่ในช่วงปรับฐานอยู่ขณะนี้ก็น่าจะกลับมาอ่อนอีกครั้ง"
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ยังลงทุนในทองคำแต่เป็นลักษณะเก็งกำไรขึ้นลงตลอดเวลา
หมายความว่ามันจะมีความแกว่งตัวของราคาค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ก็ให้ลงทุนแบ่งเป็น 2 ประเภท นักลงทุนระยะสั้นให้เล่นอยู่ในโกลด์ฟิวเจอร์ โดยเข้าออกภายในเวลาประมาณ 1-5วัน ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวก็เล่นทองคำแท่ง ซึ่งยังเชื่อว่าทองยังน่าจะให้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 10% ในปี2553
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและอยู่ในวงการทองคำ เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นและการคาดการณ์เท่านั้นส่วนการตัดสินที่จะลงทุนหรือไม่ อยู่ที่ตัวของนักลงทุนว่า เลือกที่จะเสี่ยงเพื่อผลประโยชน์ หรือเลือกที่จะถือเงินสดอยู่นิ่งๆ.
ไทยรัฐ
ที่มา http://www.classifiedthai.com/content.php?news=7709
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1) การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลต่อแนวโน้มราคาทองคำอย่างไร
ข้อ 2) การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด จะมีผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไร
ข้อ 3) จากบทความข้างต้น กลยุทธ์การลงทุนในทองคำ ควรลงทุนในลักษณะใด และมีกี่ประเภท
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)
จัดทำโดยนางสาว มานิดา โอทกานนท์ 4902100655
ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)
ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน
แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ) ตลาดตราสารอนุพันธ์แบ่งลักษณะ ของสัญญาเป็น 4 ประเภท
1. Forward
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง
โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Forward เกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ (Over-the-Counter: OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. Futures
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขาย ตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง
โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Futures เกิดขึ้นในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาเป็นแบบมาตรฐาน
ความแตกต่างระหว่าง Forward และ Futures
Forward Contract
- ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญา
- สาระสำคัญของสัญญาเป็นไปตามความตกลงของคู่สัญญา 2 ฝ่าย
- การซื้อขายเป็นแบบ OTC
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญาทำได้ค่อนข้างยาก
Futures Contract
- มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่าง ชัดเจน เช่น ขนาดของสัญญา สินทรัพย์ อ้างอิง วันหมดอายุ
- การซื้อขายทำใน Exchange
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญา ทำได้ค่อนข้างง่าย
3. Option
เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือ Option ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Exercise Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา Option แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1> สิทธิซื้อ (Call Options) คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
2> สิทธิขาย (Put Option) คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. Swap
เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา โดยมีสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการแลกเปลี่ยน เช่น สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) เป็นสัญญา ทางการเงินที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด สัญญา สวอปเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุลที่อ้างอิง
ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ
1. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2547 สินค้าตัวแรกที่เปิดซื้อขาย คือ ยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 และมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่เปิดซื้อขายตามมา คือ ข้าวขาว 5% และแป้งมันสำปะหลัง
2. บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ คาดว่าใน ปี พ.ศ. 2549 สินค้าตัวแรกที่จะเปิด ซื้อขายในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) คือ SET 50 Index Futures
ที่มา : http://www.fizones.com/article/dr3.htm
คำถาม
1. ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินที่ตกลงทำกันเพื่อวัตถุประสงค์ใด
2. ตราสารอนุพันธ์แบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้างและมีลักษณะอย่างไรจงอธิบายคร่าวๆ
3. ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมีกี่แห่งอะไรบ้าง
ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivative Market)
ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในปัจจุบัน
แต่มีการส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงและชำระราคาในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงได้แก่ ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินตราต่างประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าทางการเกษตร น้ำมัน ทองคำ) ตลาดตราสารอนุพันธ์แบ่งลักษณะ ของสัญญาเป็น 4 ประเภท
1. Forward
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง
โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Forward เกิดขึ้นได้โดยไม่จำกัดสถานที่ (Over-the-Counter: OTC) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาตามความต้องการระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. Futures
คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ซื้อกับผู้ขาย ตกลงซื้อขายสินทรัพย์ อ้างอิง
โดยตกลงราคากันในวันนี้ เพื่อส่งมอบสินค้าและชำระเงินในอนาคต การตกลงซื้อขาย Futures เกิดขึ้นในตลาดที่เป็นทางการ (Exchange) และมีการกำหนดรายละเอียดของสัญญาเป็นแบบมาตรฐาน
ความแตกต่างระหว่าง Forward และ Futures
Forward Contract
- ไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญา
- สาระสำคัญของสัญญาเป็นไปตามความตกลงของคู่สัญญา 2 ฝ่าย
- การซื้อขายเป็นแบบ OTC
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญาทำได้ค่อนข้างยาก
Futures Contract
- มีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาอย่าง ชัดเจน เช่น ขนาดของสัญญา สินทรัพย์ อ้างอิง วันหมดอายุ
- การซื้อขายทำใน Exchange
- การเปลี่ยนมือ หรือเลิกสัญญา ทำได้ค่อนข้างง่าย
3. Option
เป็นสัญญาที่ให้สิทธิแบบไม่ผูกมัดกับผู้ถือ Option ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา (Exercise Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา Option แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1> สิทธิซื้อ (Call Options) คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิง จากผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
2> สิทธิขาย (Put Option) คือ สัญญาที่ให้สิทธิผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิง ให้แก่ผู้ขายตามจำนวน ราคาและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
4. Swap
เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างคู่สัญญา โดยมีสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างการแลกเปลี่ยน เช่น สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) เป็นสัญญา ทางการเงินที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กัน ภายในระยะเวลาที่กำหนด สัญญา สวอปเงินตราต่างประเทศ (Currency Swap) เป็นสัญญาในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลหนึ่งกับเงินอีกสกุลที่อ้างอิง
ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ
1. ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (The Agricultural Futures Exchange of Thailand) เปิดดำเนินการปี พ.ศ. 2547 สินค้าตัวแรกที่เปิดซื้อขาย คือ ยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 และมีสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่เปิดซื้อขายตามมา คือ ข้าวขาว 5% และแป้งมันสำปะหลัง
2. บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Thailand Futures Exchange) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเป็นบริษัทย่อยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ คาดว่าใน ปี พ.ศ. 2549 สินค้าตัวแรกที่จะเปิด ซื้อขายในบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) คือ SET 50 Index Futures
ที่มา : http://www.fizones.com/article/dr3.htm
คำถาม
1. ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินที่ตกลงทำกันเพื่อวัตถุประสงค์ใด
2. ตราสารอนุพันธ์แบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้างและมีลักษณะอย่างไรจงอธิบายคร่าวๆ
3. ตลาดอนุพันธ์ในประเทศไทยมีกี่แห่งอะไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)