วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เอกชนตื่นรับมือพิษสงการเมือง n 6 ชาติแนะเที่ยวไทยหนีให้ไกลเหตุรุนแรง

จัดทำโดยนางสาวภัทริดา ชัยอำนาจ 4902100649
นางสาวมานิดา โอทกานนท์ 4902100655

ชื่อเรื่อง เอกชนตื่นรับมือพิษสงการเมือง n 6 ชาติแนะเที่ยวไทยหนีให้ไกลเหตุรุนแรง

นักลงทุนบุกพบ "สุเทพ" วันนี้ (17 ก.พ.) ถามการเมืองรุนแรงประกอบการตัดสินใจ ลงทุน ด้านตลาดหุ้น-ก.ล.ต.เตรียมรับมือวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 26 ก.พ.นี้ ......

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จะนำลูกค้าสถาบันซึ่งเป็นผู้บริหารและผู้จัดการกองทุนในประเทศไทยประมาณ 20 บริษัทเข้าพบกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อรับทราบข้อมูลสถานการณ์ทางการเมืองและมาตรการที่รัฐบาลเตรียมรับมือในวันที่จะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้ลูกค้าของบริษัทได้มีการสอบถามและรับทราบข้อมูลโดยตรงจากรัฐบาล

"ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังจับตาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย จึงต้องการรับทราบข้อมูลจากรัฐบาลถึงการประเมินสถานการณ์และมาตรการรับมือเพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบในการตัดสินใจ และงานนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ บล.ภัทรจัดให้กับลูกค้าเป็นประจำอยู่แล้วขึ้นอยู่กับสถานการณ์" ผู้บริหารระดับสูง บล.ภัทรกล่าว

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการคนใหม่ของบริษัททริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด กล่าวว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทริสให้ น้ำหนักมากที่สุด เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และการทำธุรกิจของภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และ สายการบิน ที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะหากปัญหายังไม่จบลงในเวลาสั้นๆ จะกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุนและการตัดสินใจใช้จ่ายเงินของประชาชน เพราะธุรกิจที่จะขยายการลงทุนก็ต้องหยุดชะงัก ผู้ที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมก็อาจชะลอการตัดสินใจหากเห็นการเมืองยังวุ่นวาย

"ช่วงที่เกิดความวุ่นวายเมื่อเดือน เม.ย.ปี 52 ธุรกิจโรงแรมและสายการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจนถึงขณะนี้ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ทริส จึงต้องติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด แม้ระยะสั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทจนต้องถูกลดอันดับเครดิตทันที แต่อาจมีผลให้ทริสต้องปรับมุมมองในอนาคตของบริษัทที่ได้รับผลกระทบเป็นเชิงลบ เพราะการพิจารณาเครดิตจะใช้ปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย"

ก.ล.ต.-ตลาดหุ้นพร้อมรับข่าวลือทุบหุ้น

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ก.ล.ต.ได้มีการติดตามสถานการณ์การเมืองในเดือน ก.พ.ทั้งก่อนและหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ที่อาจจะมีปัจจัยกระทบต่อการลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งตลาดหลักทรัพย์, บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทั้งไทยและต่างประเทศ, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หน่วยงานราชการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลด้านข่าวสารและความมั่นคง เพื่อแลกเปลี่ยนและรายงานข้อมูลหรือกระแสข่าวหรือข่าวลือที่จะมีผลกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึกและความมั่นใจของนักลงทุน


ทั้งนี้ หากพบว่ามีข่าวสารที่บิดเบือนหรือเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุน ตื่นตระหนกเกินไป ก.ล.ต.ก็อาจมีความจำเป็นต้องออกมาให้ข้อเท็จจริงหรือให้ความมั่นใจกับนักลงทุนเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ เลขาธิการ ก.ล.ต. ยังกล่าวด้วยว่า เท่าที่ได้คุยกับนักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ต่างชาติ ส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจกับศักยภาพของตลาดหุ้นไทย และนโยบายโดยรวมของประเทศ แต่ยอมรับว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นบ้าง โดยช่วงที่ผ่านมาจะเห็นการขายหุ้นของต่างชาติเพื่อลดความเสี่ยงไปบ้าง


ด้านนายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดได้เกาะติดและประเมินสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดก่อนจะถึงวันที่ 26 ก.พ.นี้ และเตรียมความพร้อมที่จะรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งร้ายสุดมองว่าหากเกิดเหตุเหมือนเดือน เม.ย.ปี 52 โดยสิ่งที่ตลาดจะให้ความสำคัญ คือ ระบบการซื้อขายซึ่งจะประสานกับทางบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เพื่อให้ลูกค้าซื้อขายได้ตามปกติ และยืนยันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตลาดหลักทรัพย์ก็จะเปิดให้ซื้อขายตามปกติ เพราะหากหยุดซื้อขายยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงกับประเทศ และหากดัชนีหุ้นปรับตัวลงรุนแรงตลาดหลักทรัพย์มีมาตรการอยู่แล้ว เช่นหากดัชนีปรับลดลง 10% ก็จะหยุดพักการซื้อขาย 30 นาที เป็นต้น

6 ประเทศแนะนำหลีกความรุนแรง
ด้านนายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มี 6 ประเทศที่ออกคำแนะนำ (Advisory) ให้นักท่องเที่ยวของประเทศตนเองที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม เยอรมณี และออสเตรเลีย แต่การให้คำแนะนำกับนักท่องเที่ยวจะมีอยู่แล้วเป็นปกติ เช่น ททท.ออกคำแนะนำนักท่องเที่ยวที่จะไปมาเลเซียว่า อย่านำยาเสพติดติดตัวไป ซึ่งการให้คำแนะนำต่างจากคำเตือน (Warning) ที่มีระดับความเข้มข้น 1-7 ระดับ ซึ่งใน 6 ประเทศยังมีลักษณะให้คำแนะนำอยู่ เช่น ให้มาประเทศไทยได้แต่ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดี และพยายามติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา

"การออกคำแนะนำของต่างประเทศกับนักท่องเที่ยวไม่ใช่คำเตือน ต่างกันมาก ถ้าออกคำเตือนต้องติดตามใกล้ชิด ดังนั้นไม่อยากให้เข้าใจผิด ขอย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่กระเทือนกับการท่องเที่ยวของไทย"

ขณะเดียวกัน ททท.ยังมีศูนย์วิกฤติที่คอยติดตามสถานการณ์ โดยได้สั่งให้สำนักงาน ททท.ในต่างประเทศส่งข้อมูลกลับมาให้ทางประเทศไทย เช่น สื่อในต่างประเทศมองประเทศไทยอย่างไรบ้าง พบว่าตอนนี้ยังมองว่าไม่มีอะไรรุนแรง เป็นลักษณะแปลข่าวไทยไปเผยแพร่ และยังไม่มีการยกเลิกทัวร์.


ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/65540 ไทยรัฐออนไลน์

คำถาม 1.ทำไมปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด

2.โดยสิ่งที่ตลาดจะให้ความสำคัญ คืออะไร

3.ททท.ออกคำแนะนำนักท่องเที่ยวที่จะไปมาเลเซียว่าอย่างไร

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ร้านทองเหี่ยวเศรษฐกิจเยาวราชไม่คึกคักยอดหด 50%

ร้านทองเหี่ยวเศรษฐกิจเยาวราชไม่คึกคักยอดหด 50%

จัดทำบทความโดย นางสาว ชลธิชา นกสูงเนิน เลขทะเบียน 4902100630
นาย ศิวา วิศิษฏ์สรอรรถ เลขทะเบียน 4902100627

ผู้ค้าทอง เผย ซื้อ-ขายทองเยาวราชไม่คึกคัก คาดเงินสะพัดแค่หลักร้อยล้าน เหตุเศรษฐกิจทรุด-ราคาแพง ขณะที่สินค้าอื่นยอดหดไปตามๆกัน บางรายเหลือ 50% ด้านก.พาณิชย์ ยันไม่พบพ่อค้าขี้โกง..

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมผู้ค้าทองคำ กล่าวว่า การซื้อขายทองคำในช่วงตรุษจีนที่เยาวราชยังไม่คึกคัก คาดว่ามีเงินสะพัดหลักร้อยล้านบาท โดยทองรูปพรรณมีการซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 10% จากปีก่อน เพราะคนซื้อทองคำแจกให้กันน้อยลง หลังจากทองราคาแพง และเศรษฐกิจไม่ดี แต่การซื้อทองคำแท่งเพื่อเก็งกำไร เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากราคาทองคำลดลงต่ำสุดรอบ 3 เดือน ส่วนแนวโน้มราคาทองคำทั้งปีนี้ จะไม่แพงเท่าปีก่อนที่เคยขึ้นถึงบาทละ 19,200 บาท แต่จะผันผวนขึ้นลงตลอดทั้งปี โดยในช่วง 1 เดือนนี้จะขึ้นลงในกรอบ 1,020-1,120 ออนซ์ต่อเหรียญสหรัฐฯ

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการสำรวจการซื้อขายสินค้าเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีนที่ย่านเยาวราช ว่า ไม่พบผู้ขายฉวยขึ้นราคาเกินความจริง ส่วนใหญ่เป็นการขึ้นตามฤดูกาล เพราะการผลิตเท่าเดิม หรือลดลง แต่ความต้องการซื้อไปใช้ตามเทศกาลเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมจะส่งเจ้าหน้าที่สอดส่องดูแลให้การซื้อขายเกิดความเป็นธรรมตลอดเทศกาล เพื่อให้ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายอยู่ได้

สำหรับบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยซื้อเครื่องเซ่นไหว้สำหรับเทศกาลตรุษจีน ที่บริเวณตลาดเก่าเยาวราช ไม่คึกคักนัก โดยพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่เห็นว่ายอดขายตกลงจากปีที่แล้วมาก บางรายลดลงถึง 50% เพราะคนยังกังวลว่าเศรษฐกิจไม่ดี รวมถึงวิตกความวุ่นวายทางการเมือง ประกอบกับ ราคาสินค้าแพงขึ้น ทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่าย ที่สำคัญผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า และจัดแพ็คเกจเครื่องเซ่นไหว้อำนวยสะดวกลูกค้ามากกว่า ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายตามตลาดสด และเยาวราชซบเซาลงอย่างชัดเจน.

ที่มาhttp://www.thairath.co.th/eco


คำถามท้ายเรื่อง
1. เพราะเหตูใดคนซื้อทองคำแจกให้กันน้อยลง
2. อะไรทำให้ราคาทองคำเปลี่ยนแปลง
3. ปัจจัยใดบ้างผู้บริโภคไม่จับจ่ายซื้อของที่ตลาดเยาวราช

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

บสก.อ้าแขนรับ หนี้เน่า1.9หมื่นล.

จัดทำบทความโดย นางสาวภัทริดา ชัยอำนาจ เลขทะเบียน 4902100649


เรื่อง บสก.อ้าแขนรับ หนี้เน่า1.9หมื่นล.


บสก.ตั้งเป้ากวาดหนี้เน่าแบงก์ 1.9 หมื่นล้าน พร้อมสนองนโยบายธปท. กำจัดเอ็นพีแอลธนาคารพาณิชย์เหลือไม่เกิน 5%

นายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) เปิดเผยว่า บสก.จะเสนอแผนดำเนินงานปี 2553 ต่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยตั้งเป้ารับซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากสถาบันการเงินมาบริหาร 1.5 หมื่นล้านบาท และสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) 4,000 ล้านบาท รวมจำนวน 1.9 หมื่นล้านบาท และประมาณการรายได้รวมอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ จะเป็นการตอบสนองนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบลดเอ็นพีแอลให้ไม่เกิน 5% จากปัจจุบันที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ 5.4% หรือประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยจะต้องระบายเอ็นพีแอลออกมา 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งบสก.เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพที่จะรับซื้อหนี้เอ็นพีแอลออกมาจากระบบสถาบันการเงินได้

นอกจากนั้นยังมีธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ประกาศจะขายเอ็นพีแอลออกมาประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เช่น ธนาคารทหารไทย 1.4 หมื่นล้านบาท ธนาคารนครหลวงไทย 7,000-8,000 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 1.2 หมื่นล้านบาท และธนาคารยูโอบี 2,000 ล้านบาท เป็นต้น

นายบรรยง กล่าวว่า บสก.ได้ขยายระยะเวลาโครงการคืนทรัพย์ให้คุณ ที่เปิดโอกาสให้ทายาทของลูกหนี้ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้กับบสก. และโครงการขายทรัพย์แบบผ่อนชำระกับบสก. ออกไปอีก 1 ปี จนถึงสิ้นปี 2553 เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้แก่ลูกค้าในการผ่อนชำระ โดยลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เอ็มแอลอาร์ ลบ 3% โดยมีเข้าร่วมโครงการแล้ว 2,000 ราย รวมภาระหนี้ 3,666 ล้านบาท


ที่มา:http://www.posttoday.com/finance.php?id=87348


คำถาม
1.บสก.ตั้งเป้ากวาดหนี้เน่าแบงก์ 1.9 หมื่นล้าน พร้อมสนองนโยบายธปท.กำจัดเอ็นพีแอลธนาคารพาณิชย์เหลือไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์?
2.ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ประกาศจะขายเอ็นพีแอลออกมาประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ธนาคารอะไรบ้าง?
3.บสก. ได้ขยายระยะเวลาโครงการคืนทรัพย์ให้คุณ และโครงการขายทรัพย์แบบผ่อนชำระกับบสก.ออกไปอีกกี่ปี และจนถึงเมื่อไร?