วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กองทุนใหม่บลจ. UOB คุ้มครองเงินต้นอ้างอิงดัชนี SET 50 -- Smart Planning : รู้จักเครื่องมือการลงทุนหลากรูปแบบ

จัดทำบทความโดย นายศิวา วิศิษฏ์สรอรรถ เลขทะเบียน 4902100627


กองทุนใหม่บลจ. UOB คุ้มครองเงินต้นอ้างอิงดัชนี SET 50 -- Smart Planning : รู้จักเครื่องมือการลงทุนหลากรูปแบบ


ช่วงที่ 1 Smart Planning : รู้จักความเสี่ยงและผลตอบแทน

ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์ วิทยากรอาสา สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) กล่าวในรายการ Smart Money ถึงเครื่องมือการออมและการลงทุนรูปแบบต่าง ๆ ที่นักลงทุนให้ความสนใจ ได้แก่

1. ตราสารทางการเงิน ที่ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ เรียงลำดับจากความเสี่ยงต่ำไปสูง คือ ตราสารหนี้, ตราสารทุน และตราสารอนุพันธ์ สำหรับตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารรูปแบบใหม่ ที่ปัจจุบันมีการซื้อขายกว่า 10,000 สัญญาต่อวัน แต่ ผู้ลงทุนในตราสารอนุพันธ์จะต้องผ่านการอบรมจากทาง TSI เสียก่อน

2. การฝากเงินกับทางธนาคารพาณิชย์ เป็นวิธีการบริหารเงินที่นักลงทุนไทยให้ความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนรูปแบบอื่น ทำให้นักลงทุนรู้สึกปลอดภัย แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็ต่ำตามความเสี่ยงด้วยเช่นกัน และในอนาคตความเสี่ยงจากการลงทุนรูปแบบนี้อาจจะสูงขึ้น เพราะธนาคารจะไม่ค้ำประกันเงินต้นของเงินฝาก

เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างตราสารหนี้ กับการฝากเงินนั้น ปัจจุบันยังมีความเสี่ยงในระดับต่ำพอ ๆ กัน แต่นักลงทุนไทยยังนิยมที่จะฝากเงินกับทางธนาคาร เพราะการฝากเงินกับธนาคารจะมีสภาพคล่องทางการเงินมากกว่า สามารถฝากและถอนเป็นเงินสดได้ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างกับการลงทุนในตราสารหนี้ที่จะไถ่ถอนเป็นเงินสดได้ ก็จะต้องขายหน่วยกองทุนผ่านตลาด BEX เสียก่อนจึงจะได้ออกมาเป็นเงินสด ซึ่งตราสารหนี้ที่เปิดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล, ตั๋วเงิน และหุ้นกู้

3. ตราสารทางการเงิน คือ หุ้นสามัญ และหุ้นวอร์แรน เป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก และในขณะเดียวกันผลตอบแทนที่จะได้รับก็สูงมากเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามาลงทุนต้องรู้ตนเองก่อนว่าจะสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารทางการเงินได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับความเสี่ยงไม่ได้ ก็ควรเลือกการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ แทนจะเหมาะสมกว่า แต่ถ้ารับได้ ก็ควรศึกษาหาความรู้เรื่องของตราสารทางการเงินให้มากที่สุดก่อนที่จะเข้าสู่การลงทุนรูปแบบนี้อย่างเต็มตัว

นอกจากนี้ ดร.ธนัยวงศ์ ยังให้ข้อเสนอแนะว่า ในปัจจุบันนักลงทุนไทยยังนิยมลงทุนในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำอยู่ เพราะนักลงทุนไทยยังมองเรื่องการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากเหมือนการพนัน ซึ่งที่จริงแล้วมีความแตกต่างกัน เพราะถึงแม้ว่าการลงทุนรูปแบบนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้านักลงทุนศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างดีแล้ว ความเสี่ยงก็จะน้อยลง แตกต่างกับการพนันที่โอกาสได้และเสียมีค่าเท่ากัน และสำหรับนักลงทุนรายใหม่ ๆ ที่ต้องการเข้ามาลงทุน แต่ไม่มีความรู้การลงทุนมากพอ ก็น่าจะเลือกการลงทุนผ่านกองทุนรวมจะเหมาะสมกว่า เพราะจะมีผู้จัดการกองทุนที่มีทั้งความรู้และความสามารถด้านการลงทุน คอยช่วยเหลือดูแลการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

**********************************************************************

ช่วงที่ 2 ลุ้นผลตอบแทนกับ SET 50

น.ส.รัชดา ตั้งหะรัฐ ผอ.อาวุโส หัวหน้าฝ่ายวางแผนการลงทุนลูกค้าทั่วไป บลจ.ยูโอบี(ไทย) กล่าวผ่านรายการ Smart Money ว่า กองทุน UOB Select SET 50 Index Link 1 เป็นกองทุนที่มีนโยบายคุ้มครองเงินต้น โดยมีธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งเข้ามารับความเสี่ยงแทน แต่ยังอ้างอิงผลตอบแทนกับค่าเฉลี่ยของดัชนี SET 50

ทั้งนี้ กองทุน UOB Select SET 50 Index Link 1จะใช้ดัชนีวันปิดสมุดจดทะเบียนเป็นฐานเพื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของดัชนี SET50 โดยผู้จัดการกองทุนจะนำตัวเลขดัชนี SET 50 ทุกสิ้นวันทำการสุดท้ายของแต่ละเดือนตลอดระยะเวลา 36 งวดหรือ 3 ปี มาบันทึกไว้ มารวมกันเพื่อหาค่าเฉลี่ยของดัชนี โดยหากเป็นตัวเลขที่มากกว่าดัชนีฐานแล้ว กองทุนฯจะได้รับผลตอบแทนตามสัญญา โดยเบื้องต้นได้กำหนดสิทธิร่วมไว้ที่ 50% ของผลตอบแทน กล่าวคือ หากในวันสุดท้ายของกองทุนฯ ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 30% จากดัชนีฐาน กองทุนฯจะมีสิทธิร่วมรับผลประโยชน์ที่ 15% นั่นเอง

สาเหตุที่กำหนดสิทธิร่วมในผลตอบแทนจากดัชนีที่เบื้องต้นกำหนดไว้เพียง 50% เพราะธนาคารพาณิชย์ทั้ง 4 แห่ง จะต้องมีต้นทุนจากการปิดความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยการนำเงินไปลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง เพื่อให้สามารถจ่ายผลตอบแทนที่อ้างอิงค่าเฉลี่ยดัชนี SET50 แก่กองทุนฯได้ แต่หากธนาคารพาณิชย์สามารถปิดความเสี่ยงได้มากขึ้น อัตราส่วนร่วมของกองทุนฯก็อาจปรับเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

น.ส. รัชดากล่าวว่า ตลอด 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนตัวค่อนข้างผันผวน และดัชนี SET50 ได้แตะจุดสูงสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ได้ทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จนลดลง 10% ภายใน 1 สัปดาห์ จึงถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมของนักลงทุนในการเข้าซื้อของถูก นอกจากนี้ การที่นักลงทุนต่างชาติยังคงให้มุมมองว่าค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยยังต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค ประกอบกับตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยที่ส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคาดการณ์ที่ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ ตลอดจนสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มชัดเจนขึ้น ทำให้บลจ.ยูโอบีเชื่อว่าตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มสดใสต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม หากดัชนี SET50 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ นักลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน ดังนั้น นักลงทุนจะเสียโอกาสเพียงด้านการสร้างผลตอบแทนเท่านั้น ดังนั้น กองทุน UOB Select SET 50 Index Link 1 จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าการเงินฝาก แต่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้น้อย

กองทุน UOB Select SET 50 Index Link 1 เป็นกองทุนอายุ 3 ปี สามารถลงทุนได้ครั้งเดียว คือ ช่วงเปิดเสนอขายครั้งแรกหรือระหว่างวันที่ 6-14 ส.ค. ยอดเงินลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท นักลงทุนที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. ยูโอบี โทรฯ 0-2679-5353 ธนาคารยูโอบีทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายของยูโอบี

ติดตามรายการ Smart Money ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.00 น. ทาง Money Channel True Visions 80 และ ทาง ททบ. 5 เวลา 15.30 น.

ที่มา : http://www.moneychannel.co.th/Menu6/ClipCornerSmartMoney/tabid/111/newsid571/28735/Default.aspx


คำถามท้ายเรื่อง

1) ผู้ที่จะลงทุนในตราสารประเภทอะไรต้องได้รับการอบรมจาก TSI เสียก่อนถึงจะลงทุนได้
2) เครื่องมือการออมและการลงทุนรูปแบบใด ที่นักลงทุนไทยให้ความนิยมมากที่สุด
3) เพราะเหตุใด กองทุน UOB Select SET 50 Index Link 1 ถึงกำหนดสิทธิร่วมในผลตอบแทนจากดัชนีที่เบื้องต้นกำหนดไว้เพียง 50%

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วางแผนซื้อหุ้น RMF และ LTF

จัดทำบทความโดยนางสาวมานิดา โอทกานนท์ เลขทะเบียน 4902100655


เรื่อง เครื่องตรวจจับ หุ้นเข้าข่าย การปั่นหุ้น ด้วยTurnover List

กลยุทธ์การปั่นราคานั้นมีมานานแล้ว และเกิดขึ้นทุกที่ ที่มีการลงทุนหรือเก็งกำไรในทุกแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทไหน เช่น บ้าน คอนโด ที่ดิน น้ำมัน ทองคำ กาแฟ หุ้น ตราสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งพระเครื่อง ซึ่งหลักการสำหรับผู้ควบคุมตลาดหรือ market maker นั้น จะเข้าใจถึง หลัก Demand and Supply จิตวิทยาของมวลชน และ หลักการทำการตลาด (การโฆษณา) ดังนั้นเองจึงไม่ต่างอะไร กับการปั่นหุ้น ซึ่งผู้ที่เข้าใจหลักการนี้ดี จะมีการวางแผน ทางการตลาด อย่างรอบคอบ และมีการเตรียมการมาอย่างยาวนาน ซึ่งในเกมส์ หรือ รูปแบบการทำราคานั้น อาจมีระยะเวลา ได้ตั้งแต่ 6 เดือน หรือ เป็นปีๆ เลยทีเดียว โดยอาจมีการตั้งเป้าหมายด้วยผลกำไรเป็นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นเกมส์กลยุทธ์ทางธุรกิจ ก็ว่าได้ (ซี่งก็คล้ายกับการโฆษณาชวนเชื่อ แต่เข้าข่ายที่มากเกินไป จนเป็นการหลอกลวง) ซึ่งจะมีทั้งการสร้างภาพ สร้างฝัน ทำให้คนนิยม ชมชอบ เห็นด้วย คล้อยตาม จนเกิด ความโลภ ซึ่งบ่อยครั้ง คนทั่วๆไป มัก จะไม่เชื่อในตอนแรก แต่เมื่อเห็นว่ามีผลกำไรงาม คนอื่น ทำ ได้สำเร็จ จึงอยากทำตามบ้าง จึงมิได้มีการคำนวณ อย่างรอบคอบ ถึงความเสี่ยงหรือผลตอบแทน จากราคาที่ปรับตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ซี่งก็อาจจะดูคล้าย กับ ธุรกิจ Me Too ที่เกิดเห็นบ่อยๆ ในบ้านเรา เช่น แห่ทำธรุกิจที่เห็นว่ากำไรงามตามเขา จนไม่รู้ว่าจริงแล้ว มีปัจจัยความเสี่ยงอะไรบ้าง (เช่น ร้านตู้สติ๊กเกอร์ , ร้านเกล็ดหิมะ ชานม, สปา และอื่นๆ เป็นต้น)ซึ่งก็จะบาดเจ็บหรือ ขาดทุน ตามๆ กัน โดยรายย่อยก็มักจะเป็นผู้เข้าตลาดคนสุดท้ายทุกครั้ง

ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการแห่ตามซื้อหุ้นจากข่าวลือ เขาบอกมาว่าหุ้นนี้ดีจะไปเท่าโน้นจะไปเท่านี้ หรือจาก โปรเจค สร้างฝัน ผลการดำเนินงานที่โดดเด่น (จากการตบแต่ง หรือโยกย้ายบัญชี) หรือการมีผู้ร่วมธุรกิจรายใหม่ ที่มองถึงอนาคตบริษัท จึงมาร่วมทุนด้วย (ปกติ ก็เป็นพรรคพวกกันเอง หรือตั้งบริษัท Nominee ที่จดทะเบียน ในต่างประเทศ และ อุปโลก ว่ามาลงทุนด้วย) หรือ รอของแจกของแถม เช่น รอได้ warrant ฟรี หรือ หุ้นเพิ่มทุนใหม่ราคาถูก ดังนั้นผู้ลงทุนเอง ควรตรวจสอบอย่างรอบคอบว่า ตัวเรานั้นมีความเข้าใจถึงกลไกต่างๆ ในปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้นได้ดีหรืออย่างไร ซึ่งอาจต้องใช้ประสบการณ์ จากการจดจำรูปแบบ หรือพฤติกรรม ที่เกิดขึ้นกับราคา และข่าวที่ส่งผลกระทบ จากหุ้นอื่นๆ ในอดีตที่มีรูปแบบคล้ายกัน โดยต้องบอกไว้ก่อนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คุณจะวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า


เพราะ Market Maker นั้น ส่วนใหญ่จะถือไพ่เหนือนักลงทุนรายย่อยเสมอ เนื่องจาก

1.รายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีความอดทน หากทนถือหุ้นอยู่นานและหุ้นไม่ขึ้นก็ยอมขายแล้ว ดังนั้น market maker จะปล่อยให้หุ้นนิ่ง จนไม่น่าสนใจ วอลุ่มซื้อขายหายไป จนทำให้นักลงทุนทนไม่ได้ และเกิดความกลัว ซึ่งแม้คุณคิดว่าท้ายที่สุดหุ้นตัวนี้จะต้องขึ้นก็ตาม
2.Market Maker นั้นจะเลือกให้สินค้านั้น มีการแกว่งไกว ของราคาเป็นอย่างใดก็ได้ เช่นทำให้ดูว่าจะขึ้น แล้วกดลง หรือ ทำให้ดูขาย สุดท้ายก็ดึงขึ้น เนื่องจาก Supply ส่วนใหญ่ นั้นได้ถูก ควบคุมจาก market maker แล้ว ดังนั้น การสร้างภาพจาก Demand และ Supply นั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

แต่อย่างไรก็ดีใน โลกการลงทุน นั้นเปรียบเสมือน ดังเกมส์การทำธรุกิจ ดังนั้น ในแง่ของผู้สร้าง ราคา หรือ Market Maker นั้นก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะบางครั้ง ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่ได้ตามที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้ กล่าวคือ อาจมีการขาดทุนได้ด้วย ซึ่งผู้เป็น Market Maker อาจมีมุมมองที่เขาเป็นพ่อค้าหรือนักธุรกิจ ที่คิดว่า หากเขาสร้างกลยุทธ การทำราคา หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้นหรือสินค้าที่เขามีไว้ และเขาสามารถกำหนด Demand และ Supply ของตลาดได้ ก็สามารถกำหนดราคาขาย ที่สูงกว่าต้นทุนของตัวเอง

แต่ในบางครั้งที่ Market Maker อาจขาดทุนได้จาก ราคาสินค้านั้นปรับตัวขึ้น ไม่เป็นไปอย่างที่คิด เนื่องจากมีปัจจัยแวดล้อมหรือความเสี่ยงเกิดขึ้นระหว่างทาง ได้แก่ ข่าวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวมหรือธุรกิจโดยรวมทำให้ นักลงทุนไม่มั่นใจ, การวางแผนฮั๋ว ราคากัน เกิดการหักหลัง เช่นแอบขาย หรือแอบซื้อ ทำให้ Demand และ Supply ไม่เป็นไปตามแผน และอาจมียปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่นเงินทุน หรือข่าว ไม่เป็นอย่างที่คิดเป็นต้น

"ซึ่งหากนักลงทุน ไม่ให้ความสนใจ ต่อหุ้น เหล่านี้ สุดท้าย คนทำหุ้นเหล่านี้ก็จะขาดทุน และตาย ไปในที่สุด เพียงแต่ ความโลภยังมีอยู่ในมนุษย์ ทำให้ การกลยุทธ์การปั่นหรือสร้างราคา จึงอยู่คงกับตลาดหุ้นมาตลอดเวลา "

ซึ่งหากถามว่าจะมีมาตราการไหนดี ก็คงตอบยาก เพราะ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น ก็อาจจะคล้ายแก๊ง ตกทอง ที่อาศัย ทฤษฏีความโลภของมนุษย์ ดังนั้นคงไม่มีมาตราการใด ที่จะช่วยป้องกันความโลภของมนุษย์ได้ แต่อย่างไรก็ดี ตลาดหลักทรัพย์ และ กลต.ใช้วิธีการตรวจสอบปริมาณการซื้อขาย ที่มากผิดปกติ ที่อาจเข้าข่ายการทำราคา (Manipulate) ซึ่ง กลต. จะมีการเตือนผ่านในเวปไซด์ SEC.or.th ที่เรียกว่า Turnover List โดยจะมีการคำนวนว่ามีหุ้นตัวใดมีการซื้อขายตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีมูลค่าซื้อขายมากกว่า 20% ของหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นที่มีผลประกอบการขาดทุน หรือ P/E ที่สูงมาก ซึ่งกลต. จะส่งสัญญาณเตือนว่าหุ้นเหล่านี้ อาจอยู่ใน List ที่กลต. และตลาดหลักทรัพย์อาจสั่งพักการซื้อขาย หรือ ห้าม Net settlement (การเก็งกำไรซื้อขายภายในวันเดียว) เพื่อทำให้ผู้เข้าเก็งกำไร ระมัดระวังว่าหุ้นเหล่านี้ร้อนแรงเกินไป โดยมิได้มีปัจจัยพื้นฐานใดๆ ที่ส่งผลต่อราคาโดยตรง ซึ่งการควบคุมเช่นนี้ จะเป็นการสร้างอุปสรรคให้กับผู้ปั่นราคาหุ้น ทำได้ยากขึ้นด้วย

บทสรุปสุดท้ายการที่นักลงทุนขาดทุน หรือติดหุ้น เพราะไปเล่นหุ้นปั่นนั้น คงจะโทษ คนปั่นหุ้น เพียงคนเดียวคงไม่ได้ หากไม่มีนักลงทุนที่มีความโลภ มาเป็นตัวช่วยผลักดัน หรือส่งเสริมให้การทำธุรกิจรูปแบบนี้ดำเนินอยู่ได้ ดังนั้นการปั่นหุ้นก็ยังคงมีคู่กับตลาดหุ้น ตลอดไป


ที่มา : http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538618802&Ntype=4


คำถามท้ายเรื่อง
1. เพราะเหตุใด Market Maker ส่วนใหญ่มักจะถือไพ่เหนือนักลงทุนรายย่อยเสมอ
2. ถ้า Market Maker ของราคาสินค้านั้นมีการปรับตัวขึ้นเนื่องจากเหตุใดและจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง
3. ถ้าต้องการกำหนดราคาขาย ที่สูงกว่าต้นทุนของตัวเองจะมีวิธีการอย่างไรบ้าง




วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กลุ่มของเราได้นำเสนอบล็อคนี้เป็นครั้งแรก

เปิดตัวโดยการทักทายเพื่อนๆทุกๆคน

จุดประสงค์ในการทำเพื่อนำเสนอข่าวและบทความเกี่ยวกับการเงิน

หวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่ทุกๆคน

GooD ByE